Mon - Fri : 08:30 - 17:50
ir@se-ed.com
0 2826 8690

สารจากคณะกรรมการ

สารจากคณะกรรมการ

เรียน    ท่านผู้ถือหุ้น

          ในรายงานประจำปี พ.ศ. 2561 ผมได้เริ่มต้นเขียนในสารจากประธานคณะกรรมการว่า “ในช่วงปลายปีพ.ศ. 2561 ที่ผมได้เข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการ ต้องยอมรับว่าวงการหนังสือทั้งประเทศกำลังอยู่ในช่วงขาลง ขวัญและกำลังใจของคนในวงการตกต่ำ จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ที่ผมได้ตั้งเอาไว้ในวันที่ตอบตกลงเข้ามารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการว่า ผมจะพยายามอย่างที่สุดที่จะรักษาร้านหนังสือซีเอ็ดให้อยู่คู่สังคมไทยต่อไปในกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว …”

          ซึ่งผมบอกว่าจะดำเนินการยุทธศาสตร์สำคัญๆคือ “การสร้างขวัญกำลังใจ และเติมเต็มความสามารถที่เหมาะสมกับยุคสมัยให้กับทีมซีเอ็ด ปรับร้านซีเอ็ดให้มีความแตกต่าง และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้ดีที่สุด พัฒนาหน่วยธุรกิจต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยเฉพาะสำนักพิมพ์และการจัดจำหน่าย ลงทุนในด้านดิจิทัลเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ e-commerce และ  e-book ร่วมมือกับบริษัทและองค์กรอื่นๆ ในวงการหนังสือเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของวงการ กระตุ้นการอ่าน และช่วยกันรักษาธุรกิจรายย่อยๆ ในวงการ”

          นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ซีเอ็ดยังคงยึดแนวทางดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง

          แต่โชคไม่ดีที่นับตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2562 เป็นต้นมา สังคมไทยและโลกต้องเผชิญกับการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติคือการระบาดของ COVID-19 จนถึงขณะที่ผมเขียนสารฯ อยู่นี้ ก็ยังไม่มีใครที่จะสามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่นอนว่าการระบาดจะจบอย่างไร? และเมื่อไร?

          ในการระบาดครั้งนี้ รัฐบาลแต่ละประเทศต่างก็มีมุมมองต่อการระบาดและวิธีการรับมือที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งมาตรการที่แตกต่างกันก็ย่อมจะส่งผลที่แตกต่างกัน ในกรณีประเทศไทยแม้ว่าเราอาจจะประสบความสำเร็จในการควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ได้ดี และมีการสูญเสียชีวิตน้อยกว่าหลายประเทศในโลก แต่สำหรับด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยกลับได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก กล่าวคือในปี พ.ศ. 2563 แม้เราจะมีผู้ติดเชื้อเพียง 6,884 คน แต่เศรษฐกิจไทยกลับติดลบสูงถึง 6.1% ติดลบมากกว่าหลายๆ ประเทศในโลกที่มีผู้ติดเชื้อหลายล้านคน ส่วนในปีต่อมา 2564 ขณะที่ประเทศอื่นๆ เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาเติบโตกันอย่างร้อนแรง จนส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อกันทั่วโลก แต่เศรษฐกิจไทยกลับเติบโตได้เพียง 1.6% น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีผู้ติดเชื้อนับสิบล้านคนอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งๆ ที่เรามีผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพียง 2.2 ล้านคน

          การที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ มิได้เป็นผลมาจากมาตรการต่างๆในการรับมือ COVID-19 ของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นผลที่เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอและความสามารถในการแข่งขันที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งการที่เราจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแรงขึ้นมาได้ มีความสามารถในการฟื้นตัวเร็วขึ้นกว่าเดิม และมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นมาทัดเทียมจนสามารถแข่งกับนานาประเทศได้นั้น ประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี “คนไทยที่เก่งขึ้น” ซึ่งเป็นเป้าหมายในการดำรงอยู่ของซีเอ็ดมาโดยตลอด

          ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ “คนไทยที่เก่งขึ้น” ดูเหมือนจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของประเทศไทย ดังนั้นแม้ว่าซีเอ็ดจะได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและมาตรการต่างๆ ของภาครัฐเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 เช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ แต่ด้วยเป้าหมายของการดำรงอยู่ของซีเอ็ดเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ซีเอ็ดจึงมิเพียงจะต้องดำรงอยู่ให้ได้เท่านั้นหากแต่จะต้องดำรงอยู่ได้ด้วยความแข็งแรง และจะต้องเร่งประสานพลังกับภาคส่วนต่างๆเพื่อทำให้คนไทยเก่งขึ้นให้จงได้

          ภายใต้สภาวะที่ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก ผนวกกับการก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์
บิ๊กดาต้า และหุ่นยนต์ ที่กำลังจะครองโลกนั้น ได้เริ่มมีการตั้งคำถามถึงเป้าประสงค์ของบริษัททั้งหลาย โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ว่ายังควรจะยังมุ่งเน้นเพียงเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้น (Shareholder) เป็นหลัก หรือควรจะมุ่งเน้นผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) อาทิ พนักงาน ชุมชน สังคม และประเทศโดยรวมมากกว่าผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ซึ่งมีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นผลเสียอันเกิดจากการที่บริษัทมุ่งเน้นผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นมากกว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

          ท่านผู้ถือหุ้นซีเอ็ด อาจจะรู้สึกแปลกใจที่ประธานคณะกรรมการ เขียนสารฯ ถึงท่านด้วยการยกเอาแนวคิดที่ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นมาให้อ่าน ผมอยากจะเรียนว่าแนวคิดการให้ความสำคัญกับ Stakeholder มากกว่า Shareholder หรือ Stockholder นั้นเป็นแนวคิดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทส่วนมากมุ่งหวังจะทำกำไรสูงสุดและมอบเงินปันผลมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้กับผู้ถือหุ้น การดำเนินธุรกิจของบริษัทเหล่านั้นก็ย่อมจะละเลยความเป็นอยู่ สวัสดิการ ความสุขของพนักงาน ไม่สนใจชุมชน สังคมและประเทศชาติ แต่จะสนใจเฉพาะกิจกรรมที่สร้างกำไรในระยะสั้นเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นให้ได้มากที่สุดเท่านั้น ผลที่เกิดขึ้นก็คือแม้ว่าบริษัทและผู้ถือหุ้นอาจจะได้ผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วการบริหารธุรกิจในแนวทางดังกล่าวจะส่งผลทำให้พนักงานสูญเสียขวัญกำลังใจ ชุมชนอ่อนแอ สังคมไม่เข้มแข็ง ประเทศชาติก็จะประสบปัญหาในที่สุด ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะส่งผลให้บริษัทก็จะอยู่ไม่ได้ ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าผู้ถือหุ้นบริษัทนั้นก็ย่อมจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          ในทางตรงกันข้าม หากบริษัทส่วนมากในประเทศใดๆ ให้ความสำคัญกับ Stakeholder มากกว่า ด้วยการสนใจความเป็นอยู่ ความสุขของพนักงาน ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนที่ธุรกิจนั้นดำเนินอยู่ ส่งเสริมความเข้มแข็งของสังคมด้วยการตัดสินใจ หรือเลือกทำเฉพาะในเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ประเทศนั้นๆ ก็จะมีความเจริญรุ่งเรือง บริษัทในประเทศนั้นๆ ก็จะเจริญเติบโต มีกำไรมีเงินปันผล ซึ่งจะเป็นผลดีต่อ Stockholder ในที่สุด

          ซีเอ็ด มิได้เป็นบริษัททั่วไป หากแต่เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับหนังสือ ความรู้ ความเก่งของคนไทย ธุรกิจไทย และประเทศไทย ซึ่งหากการนำแนวคิดของการให้ความสำคัญของ Stakeholder มาก่อน Stockholder แล้ว สามารถทำให้พนักงานซีเอ็ด ชุมชน สังคมและประเทศไทยเก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น มีความสามารถในการปรับตัวได้ดีขึ้นในยุคหลังการระบาดของ COVID-19 และการก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ บิ๊กดาต้า และหุ่นยนต์นั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลให้  Stockholder ทุกท่านที่กำลังอ่านสารฯ ฉบับนี้ได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าในระยะยาว ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะต้องศึกษาแนวทางดังกล่าวให้รอบคอบและลึกซึ้งก่อนจะนำมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดนโยบายในอนาคตของซีเอ็ดต่อไป

          ปี พ.ศ. 2565 จะยังคงเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งอีกปีหนึ่งสำหรับซีเอ็ดและสังคมไทย และจะเป็นอีกปีหนึ่งที่ซีเอ็ดจะต้องปรับตัวในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่องต่อไปอีก แต่จะต้องปรับตัวให้เร็วกว่าเดิม มากกว่าเดิม อย่างไม่ย่อท้อไม่หยุดยั้ง ก่อนที่จะสามารถทำให้คนไทยเก่งขึ้น ชุมชนและสังคมไทยเข้มแข็ง ประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง ซีเอ็ดจะต้องเก่งขึ้นให้ได้เสียก่อน

          3 ปีเศษที่ผ่านมาของการเป็นประธานคณะกรรมการ ผมยังไม่สามารถจะทำให้ซีเอ็ดเก่งขึ้นได้ตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ทั้งหมดเป็นความผิดพลาดของผมเพียงคนเดียวที่ยังพยายามไม่มากพอ ทุ่มเทไม่มากพอที่จะขับเคลื่อนซีเอ็ดทั้งองค์กรให้ขับเคลื่อนไปในแนวทางที่ได้เคยเรียนให้ท่านผู้ถือหุ้นได้ทราบ ผมต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง

          ปีนี้ผมจะพยายามให้มากยิ่งขึ้น ทุ่มเทให้มากยิ่งขึ้นครับ

(นายเกษมสันต์ วีระกุล)
ประธานคณะกรรมการ